การสร้าง Infographic นำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ

การทำโปสเตอร์ทางด้านภูมิสารสนเทศในปัจจุบัน ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบ Infographic เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการทำข้อมูลที่มีความซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายและคนทั่วไปสามารถเข้าได้ไม่ยาก

ในอดีตที่ผ่านมารูปแบบการนำเสนอมีความเข้าใจยากและมีรายละเอียดมากเกินไปที่ทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ในสายงานนี้ ดูแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าสาระสำคัญของสิ่งที่จะนำเสนอคืออะไร อยู่ที่ไหน ประกอบกับการใช้คำศัพท์ทางวิชาการเฉพาะด้านเต็มไปหมด การจัดวาง Layout อย่างเป็นทางการ มากเกินไป จนทำให้สิ่งที่ต้องการจะนำเสนอดูไม่น่าสนใจ

มีหลายโปรแกรมที่สามารถสร้าง Infographic ได้ แต่ที่อยากจะแนะนำในเบื้องต้นนี้มี 3 โปรแกรม คือ Illustrator, Photoshop, และโปรแกรมทางด้านภูมิสารสนเทศ เช่น ArcMap, QGIS, Erdas, และ Envi เป็นต้น เนื่องจากแต่ละโปรแกรมมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งในการใช้งานนี้เราจะนำข้อดีของทุกโปรแกรมมารวมกัน

Illustrator

Illustrator มีการจัดวาง Layout สวยงาม ใช้งานง่าย และมีความละเอียดของลายเส้นสูง แต่ปรับแต่งสีของรูปภาพไม่ดี และการใช้งาน Plugin เสริมด้านแผนที่ มีความยุ่งยาก

Photoshop

Photoshop ปรับแต่งรูปภาพและแผนที่ได้สวยงาม มีลูกเล่นในการจัดการภาพที่หลากหลาย แต่ความคมชัดของลายเส้นไม่ค่อยดี และการใช้งานชั้นข้อมูลทำได้ยุ่งยาก ซึ่งถ้ามองในมุมของคนทำงานทางด้าน GIS ที่ชอบใช้งาน ArcMap แนวคิดในเรื่องของการจัดการชั้นข้อมูลจะใกล้เคียงกับ Illustrator มากกว่า

ArcMap

ArcMap ทำแผนที่ได้ง่ายและมีเครื่องมือจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ของแผนที่ได้ครบ แต่การทำงานร่วมกับกราฟ ตาราง และตัวหนังสือ ยังไม่สะุดวก มีลูกเล่นน้อย และปรับแต่งยาก

การใช้งานทั้ง 3 โปรแกรม จะใช้ Illustrator เป็นโปรแกรมหลักในการรวมข้อมูลจาก Photoshop และ ArcMap โดยเราจะกำหนดขนาดกระดาษ วาง Layout และตกแต่งสิ่งที่จะนำเสนอใน Illustrator เนื่องจากเป็นโปรแกรมทางด้านลายเส้นหรือเวคเตอร์ ทำให้การตกแต่งและงานพิมพ์ที่ได้ออกมามีความคมชัดสวยงาม นอกจากนั้น Template และ Graphic ต่างๆ ยังมีให้เลือกดาวน์โหลดมาใช้งานได้มากมายที่เว็บไซต์ freepik

Freepik

Freepik

ส่วนโปรแกรม Photoshop จะใช้ตกแต่งข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ให้มีความสวยงามและนำมาใส่ไว้ใน Illustrator และโปรแกรม ArcMap สามารถจัดทำชั้นข้อมูลภูมิสารสนเทศและแผนที่พร้อมองค์ประกอบต่างๆ แล้วนำมาใส่ไว้ใน Illustrator เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างการจัดทำโปสเตอร์ที่ใช้ทั้ง 3 โปรแกรมรวมกัน

Airport

การสร้างแถบเครื่องมือไว้ใช้เองใน ArcGIS

การใช้งานโปรแกรม ArcGIS (10.x) หรือส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กันคือ ArcMap มีการใช้งานคำสั่งไม่มาก เช่น วัดระยะทาง (Distance) คำนวณพื้นที่ (Area) สร้างระยะกันชน (Buffer) ตัดข้อมูล (Clip) และแก้ไขข้อมูล (Editor) ซึ่งการจัดวางคำสั่งตาม Default ของโปรแกรม อาจจะทำให้เราใช้งานได้ไม่สะดวก ไม่ถนัด หรือเสียเวลาในการหาเครื่องมือหรือคำสั่งเหล่านี้

การรวมคำสั่งเหล่านี้ให้เก็บไว้ที่ Toolbar ใหม่ ที่เราสามารถสร้างและกำหนดได้เอง จะช่วยให้การทำงานมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีวิธีการดังนี้ คือ

1. เลือก Customize และเลือก Customize Mode…
Customize Mode

2. เลือกแท็บ Toolbars –> กดเลือก New… –> ตั้งชื่อ Toolbar ตามต้องการ ในที่นี้กำหนดให้ชื่อว่า myToolbar

New Toolbar

3. เมื่อตั้งชื่อ Toolbar ของเราเองเสร็จแล้ว จะปรากฎเป็นแถบ Toolbar แสดงขึ้นมา

Toolbar

4. ไปที่แท็บ Commands และเลือกคำสั่งต่างๆ ที่ต้องการใช้งาน โดยทำการลากไปใส่ไว้ใน Toolbar ที่เราสร้างขึ้นมา

Select Tools

5. ไปที่แท็บ Option และนำเอาเครื่องเช็คถูกของ 2 ข้อความล่างออก ซึ่งการเลือกดังกล่าวจะทำให้ Toolbar และคำสั่งที่เราสร้างขึ้นมาถูกเก็บบันทึกไว้ที่ Normal.mxt ดังนั้น ทุกครั้งที่เราเปิดโปรแกรม ArcMap ขึ้นมา ก็จะปรากฎ Toolbar ของเรา แสดงขึ้นมาเสมอ

Uncheck

6. ข้อความยืนยันว่า การเลือกนำเอาเครื่องเช็คถูกของ 2 ข้อความล่างออก จะทำให้ Toolbar ถูกเก็บบันทึกไว้ที่ Normal.mxt หลังจากนั้นกดปุ่ม OK และ Close หน้าต่าง Customize

Save in Normal.mxt

7. ปิดโปรแกรม โดยไม่ต้อง Save (mxd) และเปิดโปรแกรมขึ้นมาใหม่ ก็จะปรากฎ Toolbar และคำสั่งต่างๆ ที่เรากำหนดไว้ทุกครั้งตามต้องการ

Result

 

การสร้าง Key ลัด เพื่อเรียกใช้คำสั่งต่างๆ ใน ArcGIS

เวลาทำงานทางด้าน GIS ที่มีรูปแบบการทำงานแบบซ้ำๆ หรือมีลักษณะของคำสั่งการใช้งานเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยน Feature ในการทำงาน ส่วนหนึ่งสามารถใช้ Iterator เพื่อสร้างชุดคำสั่งที่สามารถทำงานแบบอัตโนมัติได้ แต่งานบางอย่างก็ไม่สามารถให้งานได้ เพราะต้องเลือกตัดสินใจการบันทึกข้อมูลเป็นแต่ละกรณีไป ยกตัวอย่างเช่น การเลือก Merge เส้นทางน้ำ 2 เส้น ให้กลายเป็นเส้นเดียว ที่สร้างมาจากเจ้าหน้าที่ 2 คน (วงกลม A และ B) ซึ่งแบ่งงานกันทำคนละพื้นที่ สุดท้ายก็ต้องนำข้อมูลมารวมกัน

 

2 Features

 

ในทางปฏิบัติเราต้องเลือกทางน้ำทั้ง 2 เส้นนี้ และเลือกใช้คำสั่ง Merge เพื่อที่จะได้เลือกว่าจะเก็บบันทึกตามรายละเอียดข้อมูลจากเส้นทางน้ำไหน ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดมีการคลิกเมาส์ 5 ครั้ง ได้แก่ 1) เลือกทางน้ำ 2 ) เลือก Editor 3) เลือกคำสั่ง Merge 4) เลือกเช็คข้อมูล และ 5) กด ok

 

5 Clicks

 

 ถ้าเราสร้าง Shortcut หรือ Key ลัด ของคำสั่ง Merge ที่มีการกดคลิก 2 ครั้ง ถึงจะใช้คำสั่งได้ ให้กลายเป็นคำสั่งบน Keyboard เช่น กด Ctrl + m จะช่วยทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น 40% ในแต่ละรอบของการ Merge ข้อมูล เพราะจากการคลิกเมาส์ 5 ครั้ง จะเหลือแค่ 3 ครั้ง ยิ่งถ้ามีข้อมูลจำนวนมากก็จะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก

Key ลัด ที่เป็น Default มากับโปรแกรม ArcGIS (ลิงค์เว็บ) มีเตรียมไว้ให้แล้วบางส่วน แต่ก็มีอีกเยอะที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ วิธีการก็คือ (ในกรณีนี้จะเลือกสร้าง Key ลัด ของคำสั่ง Merge)

Create Keys

รูปภาพการเรียกใช้คำสั่ง

  1. เลือก Customize
  2. เลือก Customize Mode …
  3. เลือก Keyboard
  4. เลือก Toolbar (เลือก Editor เพราะคำสั่ง Merge อยู่ในนี้)
  5. เลือกคำสั่ง Merge
  6. กำหนด Key ลัด ในช่อง New Key และ กดปุ่ม Ctrl ที่ Keyboard ค้างไว้และกดปุ่ม m (ในที่นี้กำหนดให้เรียกคำสั่ง Merge โดยการกด Ctrl + m)
  7. กดปุ่ม Assign
  8. กดปุ่ม Close

ที่นี้เราก็สามารถกด Ctrl + m ที่ Keyboard เพื่อเรียกใช้คำสั่ง Merge ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าต้องการสร้าง Key ลัดให้กับคำสั่งอื่นๆ ที่โปรแกรม ArcGIS ไม่ได้เตรียมไว้ให้ก็สามารถทำได้ด้วยวิธีการเดียวกัน

การสร้าง Web Map Application อย่างง่ายโดยใช้ QGIS2WEB

QGIS เป็นหนึ่งในโปรแกรมทางด้านภูมิสารสนเทศที่มีคนนิยมใช้งานเป็นอย่างมากในกลุ่มของโปรแกรมฟรีแบบรหัสเปิด ที่มีการพัฒนาเวอร์ชั่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น 2.14 ซึ่งมีเครื่องมือและ Plugins ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาหลายอย่าง

Plugins ที่มีความน่าสนใจหนึ่งคือ QGIS2WEB ที่สามารถนำข้อมูลภูมิสารสนเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชั้นข้อมูล ถนน ทางน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน จุดสำรวจภาคสนาม หรือข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม มาจัดทำเป็น Web Map Application อย่างง่ายได้ ที่ช่วยแปลงข้อมูลภูมิสารสนเทศในเครื่องของตัวเองให้กลายเป็นโฟลเดอร์หรือไฟล์ที่สามารถใช้ Browser ในการเปิดแสดงเป็นแผนที่ขึ้นมา โดยสามารถนำโฟลเดอร์หรือไฟล์นี้ไปเปิดที่เครื่องไหนก็ได้ ขอแค่มี Browser ซึ่งไม่ต้องต่ออินเตอร์เน็ตก็สามารถเปิดแผนที่ขึ้นมานำเสนอได้

วิธีการจัดทำ Web Map Application ในโปรแกรม QGIS มีดังนี้

1. เปิดโปรแกรม QGIS

2. เปิดชั้นข้อมูลที่ต้องการนำเสนอเป็น Web Map Application และจัดทำสัญลักษณ์ (อย่างง่าย) ตามต้องการ

QGIS

3. เปิดส่วนติดตั้ง Plugins

Plugins

4. ค้นหาและติดตั้ง QGIS2WEB

QGIS2WEB

5. กดใช้งาน QGIS2WEB และกำหนดค่าการนำเสนอแผนที่ เช่น การเลือกแสดงชั้นข้อมูล เปิด Popup แสดงรายละเอียดชั้นข้อมูล กำหนดที่เก็บโฟลเดอร์ Web Map Application กำหนดเครื่องมือต่างๆ และเลือกแผนที่ฐาน เป็นต้น

6. เมื่อกำหนดค่าต่างๆ ได้ตามต้องการแล้วให้กด Export

Export

7. Web Map Application จะแสดงขึ้นมาบน Browser

Web Map Application

8. ย่อ/ขยาย แผนที่ และวัดระยะทาง

Measurement

9. กดเลือก Popup แสดงรายละเอียดข้อมูล

Popup

10. เปิด/ปิด ชั้นข้อมูล

Layers

11. ชุดโฟลเดอร์และไฟล์ทั้งหมดของ Web Map Application จะเก็บไว้ตามโฟลเดอร์ที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งสามารถสำเนาหรืออ้างอิงที่อยู่ข้อมูลเพื่อไปนำเสนอในเครื่องอื่นๆ ได้ตามต้องการ นอกจากนั้นไฟล์ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยใช้ความรู้ทางด้านการเขียนโปรแกรม ซึ่งจะทำให้ Web Map Application มีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้น

Folder and File

ข้อสังเกตในการสร้าง Multiple Sync Data Frame

การสร้าง Multiple Sync Data Frame มีประโยชน์มากในการใช้เปรียบเทียบข้อมูลหลายๆ ชุดในพื้นที่เดียวกัน เมื่อมีการเลื่อนแผนที่ใน Data Frame หลัก แผนที่ที่อยู่ใน Data Frame อื่นๆ ก็จะเลื่อนไปเองโดยอัตโนมัติ (วิธีการสร้าง Multiple Sync Data Frame มีการนำเสนอไปแล้วในเนื้อหาก่อนหน้านี้)

ตัวอย่างเช่น การสร้าง Data Frame ขึ้นมา 3 Data Frame ได้แก่ 1, 2 และ 3 โดย Data Frame ที่ 1 จะเป็น Data Frame หลัก ซึ่ง Data Frame ที่ 2 และ 3 มีการใช้อ้างอิง

Map 1

เมื่อเลื่อนแผนที่จากจุดที่ FCP2016001 ไปเป็น FCP2016002 แผนที่ทั้ง 3 Data Frame ก็จะเลื่อนไปพร้อมๆ กัน

Map 2

ปกติก็จะไม่เกิดปัญหาอะไร สามารถใช้งานได้ง่ายและถูกต้องมาโดยตลอด แต่บังเอิญครั้งนี้ แอบสังเกตเห็นว่ามาตราส่วนของ Data Frame ที่ 1 และ 2 ไม่เท่ากัน (แต่ 1 กับ 3 เท่ากัน คือ 1:500,000) นั่นคือ มาตราส่วนของ Data Frame ที่ 1 เป็น 1:500,000 ส่วนมาตราส่วนของ Data Frame ที่ 2 เป็น 1:526,880 ซึ่งข้อมูลก็เป็นชุดเดียวกันและก๊อปปี้ Data Frame มาใช้เหมือนกัน ทำไมจึงมีมาตราส่วนไม่เท่ากัน

1:500,000
1:526,880

ลองเข้าไปตรวจสอบที่ Data Frame Properties ใน Tab Data Frame ก็กำหนดค่าไว้ 100% เหมือนกัน

Data Frame Properties

พอขยับไปดูที่ Tab Coordinate System เท่านั้นแหละ ก็ถึงบางอ้อ ว่าเป็นเพราะมีการกำหนดระบบพิกัดของ Data Frame ที่ 1 และ 2 ไม่เหมือนกันนี่เอง ซึ่งจริงๆ แล้วจะต้องเหมือนกัน ในกรณีนี้ Data Frame ที่ 1 (และ 3) เป็น WGS 1984 UTM Zone 47N แต่ใน Data Frame ที่ 2  WGS 1984 UTM Zone 48N

Coordinate System

มีความเป็นไปได้ว่า Data Frame ที่ 2 ไม่ได้ถูกก๊อปปี้มาจาก Data Frame ที่ 1 แต่สร้างขึ้นมาเองและเปิดข้อมูลที่เป็นโซน 48 ขึ้นมาให้ Data Frame จำระบบพิกัดนั้นไว้ วิธีแก้ไขก็คือ เลือกให้เป็นระบบพิกัดเดียวกันกับ Data Frame ที่ 1 ก็จะได้มาตราส่วนของ Data Frame ที่เท่ากันแล้ว

Repair Geometry ใน ArcGIS

การวิเคราะห์ข้อมูล GIS โดยใช้คำสั่ง Intersect ในพื้นที่ขนาดเล็กๆ ปกติแล้วจะไม่มีปัญหาอะไรเลยซึ่งก็สามารถใช้งานได้ง่ายและทุกคนน่าจะเคยใช้งานมากันแล้วหลายต่อหลายครั้ง เพราะเป็นคำสั่งพื้นฐานที่ต้องใช้ตั้งแต่ตอนเรียนหรือทำงานสำหรับงานด้าน GIS

ข้อมูล GIS 2 Shapefile ที่ได้รับมาจากพี่ในที่ทำงาน ที่ให้ช่วยตรวจสอบให้หน่อยว่าทำไมถึงวิเคราะห์ Intersect ไม่ได้ ใน ArcGIS หรือ วิเคราะห์ได้ใน ArcView แต่ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง

 ข้อมูล 2 Shapefile

Shapefile

การวิเคราะห์ใน ArcGIS แล้วเกิด Warning ในเรื่อง Empty Output Generated ซึ่งหมายความว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากการ Intersect มีการสร้างเป็น Shapefile (*.shp) เปล่าๆ ขึ้นมา ซึ่งภายใน Shapefile นี้ ไม่มี Geometry หรือ Attribute อยู่เลย

ArcGIS Error

การวิเคราะห์ใน ArcView ให้ผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยน ซึ่งหลังจากใช้คำสั่ง Intersect แล้ว ควรจะได้เป็นพื้นที่ สีเขียว แต่กลับได้ผลลัพธ์เป็นพื้นที่ สีม่วง แทน

ArcView Error

ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นที่การไม่ได้กำหนดระบบพิกัด (Define Projection) ให้กับ Shapefile ซึ่งก็ทำการ Define Projection ให้กับ 2 Shapefile นี้ และวิเคราะห์ Intersect ใหม่ ก็ได้ Warning ในเรื่อง Empty Output Generated เหมือนเดิม ซึ่งก็ไม่เกี่ยวข้องกับการต้องทำ Define Projection (แต่จริงๆ แล้ว ควรจะ Define Projection ให้กับทุกๆ Shapefile จะดีที่สุด เพื่อประโยชน์หลายๆ อย่าง ในการบริหารจัดการข้อมูล)

ต่อไปมาใช้คำสั่ง Repair Geometry กับ 2 Shapefile ที่ยังไม่ได้กำหนดระบบพิกัด ปรากฎว่า Shapefile ของพื้นที่ขนาดเล็ก (สีเขียว รูปบนสุด) ผ่าน แต่ Shapefile ของพื้นที่ขนาดใหญ่ (สีฟ้า รูปบนสุด) ขึ้น Warning ในเรื่อง Incorrect Ring Ordering 

Incorrect Ring Ordering

ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าการทำ Repair Geometry ช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องอะไรให้กับข้อมูลได้บ้าง พบว่า สามารถแก้ไขปัญหา Geometry ได้ 7 อย่าง คือ Short Segment, Null Geometry, Incorrect Ring Ordering, Incorrect Segment Orientation, Self-Intersections, Unclosed Rings และ Empty Parts

Repair Geometry

อ้างอิง : http://resources.esri.com

แอบมีข้อสงสัยเล็กน้อย ภายหลังรู้ว่า Repair Geometry สามารถแก้ไขปัญหา Incorrect Ring Ordering ตามที่ได้ระบุไว้ได้ แต่ทำไมเวลาใช้คำสั่ง Repair Geometry แล้วถึงแสดง Warning ขึ้นมา

ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาอีกว่าที่เขียนระบุไว้ว่า  its rings may not be oriented correctly (outer rings—clockwise, inner rings—counterclockwise) คืออะไร ซึ่งจากรูปภาพ ทำให้ทราบว่า ทิศการหมุนของ Polygon ข้างนอกและข้างใน ไปกันคนละทาง คือ ข้างนอกหมุนตามเข็มนาฬิกา (Clockwise) ส่วนข้างในหมุนทวนเข็มนาฬิกา (Counterclockwise) ทำให้เกิด Error ดังกล่าวขึ้นมา

Outer & Inner Ring

อ้างอิง : http://esri.github.io/geometry-api-java/doc/RelationalOperators.html

แต่ Shapefile ขนาดใหญ่ที่เกิด Warning มี Polygon เดียว แล้วจะมี Inner Ring ได้ยังไง ลองใช้คำสั่ง Multipart to Singlepart หรือ เช็ค Topology ก็หาไม่เจอ

สุดท้าย ลองทำ Intersect ใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ Shapefile ของพื้นที่ขนาดเล็ก (สีเขียว รูปบนสุด) ที่ทำ Repair Geometry ผ่าน กับ Shapefile ของพื้นที่ขนาดใหญ่ ที่ทำ Repair Geometry แล้วเกิด Warning (สีฟ้า รูปบนสุด) ปรากฎว่าสามารถวิเคราะห์และให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องได้ (สีชมพู)

Result

ในการตรวจสอบนี้ทำให้ทราบว่า

1. Shapefile ที่ไม่มีการกำหนดระบบพิกัด ก็สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ได้
2. การใช้คำสั่ง Repair Geometry กับ Shapefile และแสดงข้อความ Warning ขึ้นมา ก็สามารถนำ Shapefile นั่นๆ ไปใช้วิเคราะห์ได้
3. การใช้คำสั่ง Repair Geometry กับ Shapefile สามารถทำได้หลายๆ ครั้ง จนไม่แสดง Warning ขึ้นมา

ดาวเทียม DEIMOS-2 ตอนที่ 2/2

ดาวเทียม DEIMOS-2 มีผลิตภัณฑ์แบบ Pan-Sharpened ที่มีรายละเอียดภาพ 75 เซนติเมตร อยู่ 2 ชนิด ได้แก่ Level 1B และ Level 1C ซึ่งมีความแตกต่างกันที่ Level 1B ผู้ใช้งานจะต้องทำภาพออร์โทเอง ในขณะที่ Level 1C เป็นการทำออร์โทมาจากบริษัท

ข้อสงสัยของผมก็คือ แล้วภาพออร์โทที่ทำเองกับที่ได้จากบริษัท มีความแตกต่างในเชิงตำแหน่งกันอย่างไร ในการนำไปใช้แปลการใช้ประโยชน์ที่ดิน และถ้าจะเลือกสั่งซื้อ ที่สามารถนำข้อมูลมาใช้งานได้ทันที ความถูกต้องเชิงตำแหน่งยอมรับได้ ลดขั้นตอนการทำงานของบุคลากร ควรจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Level ไหนดี

เริ่มจากการใช้ภาพ Level 1B ทำออร์โท ซึ่งต้องใช้ข้อมูลประกอบมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่ายทางอากาศ, เส้นทางคมนาคม, ค่า RPC, ข้อมูล DEM, การกำหนดโซนพื้นที่ และโปรแกรมทางด้าน Photogrammetry

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำออร์โท ได้เลือกพื้นที่ภูเขา เกษตรกรรม และชุมชน มาแสดงเปรียบเทียบกับเส้นทางคมนาคม และวัดค่าความคลาดเคลื่อนในเชิงตำแหน่งอย่างง่าย โดยพบว่า

ภูเขา มีความคลาดเคลื่อน อยู่ที่ 0 – 10 เมตร
เกษตรกรรม มีความคลาดเคลื่อน อยู่ที่ 0 – 5 เมตร
ชุมชน มีความคลาดเคลื่อน อยู่ที่ 0 – 5 เมตร

Level 1B – ภูเขา 1

1B ภูเขา 1

Level 1B – ภูเขา 2

1B ภูเขา 2

Level 1B – เกษตรกรรม 1

1B เกษตรกรรม 1

Level 1B – เกษตรกรรม 2

1B เกษตรกรรม 2

Level 1B – ชุมชน 1

1B ชุมชน 1

Level 1B – ชุมชน 2

1B ชุมชน 2

เอกสาร Level 1B

ส่วน Level 1C ที่ได้รับภาพจากบริษัทก็นำมาเปิดและซ้อนทับกับเส้นทางคมนาคม แล้วทำการวัดค่าความคลาดเคลื่อนในเชิงตำแหน่ง ซึ่งไม่ต้องผ่านกระบวนการทำงานใดๆ โดยพบว่า

ภูเขา มีความคลาดเคลื่อน อยู่ที่ 10 – 15 เมตร
เกษตรกรรม มีความคลาดเคลื่อน อยู่ที่ 5 – 15 เมตร
ชุมชน มีความคลาดเคลื่อน อยู่ที่ 0 – 5 เมตร

Level 1C – ภูเขา 1

1C ภูเขา 1

Level 1C – ภูเขา 2

1C ภูเขา 2

Level 1C – เกษตรกรรม 1

1C เกษตรกรรม 1

Level 1C – เกษตรกรรม 2

1C เกษตรกรรม 2

Level 1C – ชุมชน 1

1C ชุมชน 1

Level 1C – ชุมชน 2

1C ชุมชน 2

เอกสาร Level 1C

ถ้าเปรียบเทียบความคลาดเคลื่อนในเชิงตำแหน่งของข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม DEIMOS-2 ระหว่าง Level 1B และ 1C ซึ่งแน่นอนว่า 1B ให้ความถูกต้องโดยรวมที่ดีกว่า 1C ประมาณ 5 – 10 เมตร แต่เมื่อมองถึงระยะเวลาในการทำออร์โท การเตรียมข้อมูลที่ใช้อ้างอิง และความรู้ความสามารถของบุคลากรในการใช้โปรแกรมประมวลผล ส่วนตัวแล้วคิดว่า การเลือกใช้งาน Level 1C น่าจะเหมาะสมมากกว่า 1B เพราะข้อมูลภาพถ่ายฯ ที่ได้รับมาจะพร้อมใช้งานได้ทันที ไม่ต้องไปทำกระบวนการอะไรเพิ่มเติม ความถูกต้องในเชิงตำแหน่งก็สามารถยอมรับได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งถ้าใช้งานในพื้นที่ราบ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน ก็ให้ความถูกต้องที่ไม่แตกต่างกันมากอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ถ้าเป็นพื้นที่สูงหรือภูเขา ก็จะแตกต่างมากหน่อย

สิ่งที่นำเสนอนี้เป็นการทดสอบเบื้องต้น หากใครต้องการทดสอบเชิงลึก ซึ่งจะใช้ขั้นตอนและกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านี้ เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องจริงๆ ในการนำไปใช้งานให้เหมาะสมกับงานโครงการที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องในเชิงตำแหน่งสูง ก็จะดียิ่งขึ้นครับ