Feature To Point ใน ArcMap

Feature To Point

เป็นการสุ่มสร้างจุดที่ใช้เป็นตัวแทนของกลุ่มหรือข้อมูลเส้น (สามารถใช้ได้กับข้อมูลจุด และ พื้นที่รูปปิด ได้ด้วย) โดยสามารถเลือกกำหนดให้จุดที่สร้างขึ้น อยู่หรือไม่อยู่บนเส้น ได้

Input Features :               ชื่อของชั้นข้อมูลเส้นที่ต้องการสร้างให้เป็นข้อมูลจุด

Output Feature Class :   กำหนดที่อยู่และชื่อของข้อมูลจุดที่จะได้หลังจากการประมวลผล

Inside (optional) :           เลือกเช็คเครื่องหมายถูกข้อมูลจุดที่ได้จะอยู่บนเส้นเท่านั้น

                                            ไม่เลือกเช็คเครื่องหมายถูกข้อมูลจุดที่ได้จะอยู่และไม่อยู่บนเส้นก็ได้

Feature to Point

การใช้คำสั่งนี้ในกรณีของข้อมูลเส้นที่เป็นแบบ Single Line (1 Feature = 1 Record) จะได้จุดที่เป็นตำแหน่งกลางของเส้นที่ใช้เป็นตัวแทนของเส้นนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นในรูปภาพข้างล่าง มีจำนวนเส้นทั้งหมด 20 เส้น

20 Single Lines

เมื่อเรียกใช้คำสั่ง โดยเลือกการสร้างจุดให้อยู่บนเส้น (เลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional)) ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นจำนวนจุด 20 จุด เท่ากับจำนวนเส้นและจุดเหล่านี้จะเป็นจุดที่มีตำแหน่งอยู่ตรงกลางและอยู่บนเส้นนั้นๆ

Inside Check

แต่ในกรณีเดียวกันกับข้างบน แต่ไม่เลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional) ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นจำนวนจุด 20 จุด เท่ากับจำนวนเส้นเหมือนกัน แต่จุดเหล่านั้นจะมีทั้งที่อยู่บนเส้นและไม่อยู่บนเส้น เนื่องจากโปรแกรมจะนำรูปร่าง ระยะห่าง และพื้นที่ภายในแนวเขตของเส้น มากำหนดค่าน้ำหนักและคำนวณออกมาเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมของตำแหน่งจุดบนเส้นนั้นๆ

Inside Uncheck

ถ้าข้อมูลเส้นที่นำเข้ามีการแบ่งออกเป็นหลายช่วง แต่ยังคงเป็นแบบ Single Line (1 Feature = 1 Record) ดังในรูปภาพข้างล่าง ที่มีจำนวนเส้นทั้งหมด 49 เส้น

49 Single Lines

เมื่อเรียกใช้คำสั่ง โดยเลือกและไม่เลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional) จะได้ผลลัพธ์ที่มีจำนวนจุด 49 จุดเท่ากับจำนวนเส้นเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าจะมีความแตกต่างกันที่ตำแหน่งจุดที่อยู่บนเส้นอย่างเดียว (จุดสีชมพู) และมีทั้งอยู่และไม่อยู่บนเส้น (จุดสีเขียว)

Inside Check Inside Uncheck

ส่วนข้อมูลเส้นที่เป็นแบบกลุ่มเส้น หรือ Multi Lines (หลาย Features = 1 Record) ดังในรูปภาพข้างล่าง ที่มีจำนวนกลุ่มเส้นทั้งหมด 6 กลุ่ม (6 Record)

6 Multi Lines

เมื่อเรียกใช้คำสั่งเสร็จแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ จะมีจำนวนจุดเท่ากับจำนวนกลุ่มเส้นหรือจำนวน Record ซึ่งจุดที่ได้จะเป็นตัวแทนของกลุ่มเส้นนั้นๆ ที่สามารถเลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional) โดยจะให้จุดที่ได้แสดงอยู่บนเส้นอย่างเดียว (จุดสีชมพู) หรือ ไม่เลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional) ซึ่งจะให้จุดอยู่บนเส้นและไม่อยู่บนเส้น (จุดสีเขียว) ได้เหมือนกัน

Inside Check Inside Uncheck

การใช้คำสั่งนี้ ให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องจำเป็นจะต้องจัดเตรียมข้อมูลเส้นที่ใช้เป็นข้อมูลนำเข้าให้มีความพร้อมและให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด เช่น การจัดทำข้อมูลเส้นให้เป็นเส้นยาวระหว่างจุดตัดต่างๆ การจัดทำข้อมูลเส้นให้เป็นช่วงเส้นสั้นๆ หรือ จัดทำข้อมูลเส้นให้เป็นกลุ่มเส้น เป็นต้น ซึ่งข้อมูลนำเข้าที่แตกต่างกันก็จะได้ผลลัพธ์ที่มีความแตกต่างกัน

Feature Vertices To Points ใน ArcMap

Feature Vertices To Points

เป็นการแปลงข้อมูลเส้นให้กลายเป็นจุด โดยใช้ตำแหน่งของ Vertex (จุดภายในเส้น) ที่เป็นส่วนประกอบของข้อมูลเส้นมากำหนดให้เป็นจุด จากภาพด้านล่างจะเห็นว่ามีเส้นหนึ่งเส้นที่ต้องการจะนำมาแปลงให้กลายเป็นจุด ซึ่งภายในเส้นจะประกอบไปด้วย Vertex จำนวนมากที่ถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ถ้าคิดง่ายๆ จุด Vertex เหล่านี้ก็เป็นจุดที่เกิดมาจากการที่เราทำการ Digitize ข้อมูลเส้น ไว้ว่าจะเป็น ถนน ทางรถไฟ ทางน้ำ ที่เป็นตำแหน่งของการคลิกเมาส์นั่นเอง ซึ่งจำนวน Vertex บนส่วนโค้งของเส้นก็จะมีความถี่มาก  (ใกล้ชิดกัน คลิกเมาส์ต่อเนื่องกัน) ส่วนจำนวน Vertex บนเส้นตรงก็จะมีความถี่น้อย (ระยะห่างมาก คลิกเมาส์ไม่ต่อเนื่องกัน)

Line

เลือกใช้คำสั่ง Feature Vertices To Points ในการแปลงข้อมูลเส้นให้กลายเป็นจุด โดยกำหนด

Input Features :              ชื่อของชั้นข้อมูลเส้นที่ต้องการแปลงให้เป็นข้อมูลจุด

Output Feature Class :   กำหนดที่อยู่และชื่อของข้อมูลจุดที่จะได้หลังจากการประมวลผล

Point Type (optional) :   การเลือกชนิดของจุดที่ต้องการ ซึ่งจะมีให้เลือกหลายอย่าง ในที่นี้เลือกทั้งหมด

Feature Vertices To Points

ในส่วนของ Point Type (optional) ที่มีการกำหนดชนิดของจุดที่ต้องการ

Concept

ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล จะได้จำนวนจุดต่างๆ ตาม Point Type ที่ได้กำหนดไว้ และตาราง Attribute ของจุดที่ได้จะเหมือนกับของเส้นทุกอย่าง เพียงแต่ว่าจะมีจำนวนมากกว่า เช่น เส้นหนึ่งเส้น มี 2 ฟิลด์ (Rd_Name และ Rd_Type) จำนวน 1 Record (ตาราง Attribute ของเส้นสีเขียวด้านบน) หลังจากที่แปลงเป็นจุดแล้ว ในตาราง Attribute ของจุด ก็จะมี 2 ฟิลด์ (Rd_Name และ Rd_Type) เหมือนกันกับเส้นแต่มีจำนวน Record มากกว่า ซึ่งจำนวน Record จะเท่ากับจำนวนจุดที่ได้

Points

Point to Line ใน ArcMap

Feature พื้นฐานในงานทางด้าน GIS ประกอบไป จุด (Point) เส้น (Line) และพื้นที่รูปปิด (Polygon) การมี Feature อย่างใดอย่างหนึ่งสามารถนำมาสร้างเป็นอีกสองอย่างได้ จึงอยากจะมาแนะนำคำสั่งที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงค่า Point และ Line ที่มีการใช้งานอยู่เป็นประจำ โดยให้เห็นภาพการใช้งานและการทำงานที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงานของแต่ละคำสั่ง ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาและประยุกต์ต่อยอดในการวิเคราะห์ขั้นสูงต่อไปได้

ความตั้งใจจริงอยากจะนำเสนอเนื้อหาทั้งหมด 6 คำสั่ง ในเนื้อหานี้เลย แต่พอนั่งเขียนไปรู้สึกว่าเนื้อหาน่าจะเยอะ จึงจะแบ่งเขียนเป็นทีละคำสั่งไป โดยเรียงลำดับตามรายการด้านล่่างนี้ครับ

คำสั่งที่จะมาแนะนำ มีทั้งหมด 6 คำสั่ง ได้แก่

  1. Points to Line
    เป็นการแปลงข้อมูลจุดที่มีการเก็บบันทึกไว้ให้กลายเป็นข้อมูลเส้นที่มีความต่อเนื่องและสามารถกำหนดให้เป็นชื่อเส้นเดียวกัน โดยเรียงลำดับของการลากเส้นตามลำดับของจุดที่มีการกำหนดค่าไว้
  2. Feature Vertices To Points
    เป็นการแปลงข้อมูลเส้นให้กลายเป็นจุด โดยใช้ตำแหน่งของ Vertex ที่เป็นส่วนประกอบของข้อมูลเส้นมากำหนดให้เป็นจุด
  3. Feature To Point
    เป็นการสุ่มสร้างจุดที่ใช้เป็นตัวแทนของกลุ่มหรือข้อมูลเส้น โดยสามารถเลือกกำหนดให้จุดที่สร้างขึ้น อยู่หรือไม่อยู่บนเส้นได้
  4. Split Line at Point
    เป็นการใช้ข้อมูลจุดมาทำการตัดหรือแบ่งข้อมูลเส้นให้ได้เป็นเส้นหลายๆ เส้น ตามตำแหน่งของจุดนั้นๆ
  5. Split Line At Vertices
    เป็นการตัดหรือแบ่งเส้นให้ได้เป็นเส้นหลายๆ เส้น ตามตำแหน่งของ Vertex
  6. Construct Points
    เป็นการสร้างจุดบนเส้นที่มีการเลือกไว้ ที่สามารถกำหนดให้จุดมีระยะห่างเท่ากัน หรือกำหนดจำนวนของจุดได้

—————————————————————————–

Points to Line

เป็นการแปลงข้อมูลจุดที่มีการเก็บบันทึกไว้ให้กลายเป็นข้อมูลเส้นที่มีความต่อเนื่องและสามารถกำหนดให้เป็นชื่อเส้นเดียวกัน โดยเรียงลำดับของการลากเส้นตามลำดับของจุดที่มีการกำหนดค่าไว้

จากภาพด้านล่างจะเห็นว่ามีจุดทั้งหมดที่เก็บไว้จำนวน 24 จุด ซึ่งแต่ละจุดจะมี Attribute 2 อย่าง คือ Name และ Id

Point

โดยฟิลด์ Name จะเก็บเป็นชื่อของจุดที่ต้องการให้โปรแกรมลากให้เป็นเส้นเดียวกัน ในที่นี้ยกตัวอย่างกำหนดเป็นชื่อ ถนน 1, ถนน 2, และ ถนน 3 ในขณะที่ฟิลด์ Id จะเก็บลำดับของการลากเส้นที่ผ่านแต่ละจุดตามฟิลด์ Name เช่น

การลากเส้นของ ถนน 1 จะเรียงลำดับจากจุดที่ 1 2 3 4 5 6 7 และ 8

การลากเส้นของ ถนน 2 จะเรียงลำดับจากจุดที่ 9 10 11 12 13 14 15 16 17 และ 18

การลากเส้นของ ถนน 3 จะเรียงลำดับจากจุดที่ 19 20 21 22 23 และ 24

(จุดที่ 3 และ 9 กับ จุดที่ 7 และ 22 จะเป็นจุดที่มีตำแหน่งเดียวกัน เนื่องจากเป็นจุดเริ่มและจุดตัดของการลากถนนเส้นใหม่)

Point Label

เลือกใช้คำสั่ง Points to Line โดยกำหนด

Input Features :               ชื่อของชั้นข้อมูลจุดที่ต้องการเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลเส้น

Output Feature Class :   กำหนดที่อยู่และชื่อของข้อมูลเส้นที่จะได้หลังจากการประมวลผล

Line Field (optional) :    เลือกฟิลด์ที่เก็บชื่อจุดที่ต้องการให้กลายเป็นชื่อเส้นเดียวกันในที่นี้เลือกฟิลด์ Name

Sort Field (optional) :     เลือกฟิลด์ที่จะให้โปรแกรมลากเส้นตามลำดับจุดในแต่ละชื่อในที่นี้เลือกฟิลด์ Id

Point to Line

ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล จะได้เส้นถนน จำนวน 3 เส้น ตามชื่อในฟิลด์ Name และมีลำดับการลากเส้นตามฟิลด์ Id ของจุด ข้อสังเกตของการสร้างจุดเป็นเส้น ก็คือ เส้นหนึ่งเส้นจะต้องสร้างมาจากจุดที่มีชื่อเหมือนกัน ซึ่งจุดเหล่านั้นจะต้องมีการกำหนดตัวเลขของการเรียงลำดับของการลากเส้นไว้ด้วย จุดแบ่งและจุดตัดของเส้นใหม่จะต้องมีจุดเริ่มใหม่จากตำแหน่งของจุดเดิมบนเส้นเดิม เพื่อที่จะทำให้ข้อมูลเส้นมีความต่อเนื่องและมีความถูกต้องมากที่สุด

Result

 

การสร้าง Infographic นำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ

การทำโปสเตอร์ทางด้านภูมิสารสนเทศในปัจจุบัน ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบ Infographic เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการทำข้อมูลที่มีความซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายและคนทั่วไปสามารถเข้าได้ไม่ยาก

ในอดีตที่ผ่านมารูปแบบการนำเสนอมีความเข้าใจยากและมีรายละเอียดมากเกินไปที่ทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ในสายงานนี้ ดูแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าสาระสำคัญของสิ่งที่จะนำเสนอคืออะไร อยู่ที่ไหน ประกอบกับการใช้คำศัพท์ทางวิชาการเฉพาะด้านเต็มไปหมด การจัดวาง Layout อย่างเป็นทางการ มากเกินไป จนทำให้สิ่งที่ต้องการจะนำเสนอดูไม่น่าสนใจ

มีหลายโปรแกรมที่สามารถสร้าง Infographic ได้ แต่ที่อยากจะแนะนำในเบื้องต้นนี้มี 3 โปรแกรม คือ Illustrator, Photoshop, และโปรแกรมทางด้านภูมิสารสนเทศ เช่น ArcMap, QGIS, Erdas, และ Envi เป็นต้น เนื่องจากแต่ละโปรแกรมมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งในการใช้งานนี้เราจะนำข้อดีของทุกโปรแกรมมารวมกัน

Illustrator

Illustrator มีการจัดวาง Layout สวยงาม ใช้งานง่าย และมีความละเอียดของลายเส้นสูง แต่ปรับแต่งสีของรูปภาพไม่ดี และการใช้งาน Plugin เสริมด้านแผนที่ มีความยุ่งยาก

Photoshop

Photoshop ปรับแต่งรูปภาพและแผนที่ได้สวยงาม มีลูกเล่นในการจัดการภาพที่หลากหลาย แต่ความคมชัดของลายเส้นไม่ค่อยดี และการใช้งานชั้นข้อมูลทำได้ยุ่งยาก ซึ่งถ้ามองในมุมของคนทำงานทางด้าน GIS ที่ชอบใช้งาน ArcMap แนวคิดในเรื่องของการจัดการชั้นข้อมูลจะใกล้เคียงกับ Illustrator มากกว่า

ArcMap

ArcMap ทำแผนที่ได้ง่ายและมีเครื่องมือจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ของแผนที่ได้ครบ แต่การทำงานร่วมกับกราฟ ตาราง และตัวหนังสือ ยังไม่สะุดวก มีลูกเล่นน้อย และปรับแต่งยาก

การใช้งานทั้ง 3 โปรแกรม จะใช้ Illustrator เป็นโปรแกรมหลักในการรวมข้อมูลจาก Photoshop และ ArcMap โดยเราจะกำหนดขนาดกระดาษ วาง Layout และตกแต่งสิ่งที่จะนำเสนอใน Illustrator เนื่องจากเป็นโปรแกรมทางด้านลายเส้นหรือเวคเตอร์ ทำให้การตกแต่งและงานพิมพ์ที่ได้ออกมามีความคมชัดสวยงาม นอกจากนั้น Template และ Graphic ต่างๆ ยังมีให้เลือกดาวน์โหลดมาใช้งานได้มากมายที่เว็บไซต์ freepik

Freepik

Freepik

ส่วนโปรแกรม Photoshop จะใช้ตกแต่งข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ให้มีความสวยงามและนำมาใส่ไว้ใน Illustrator และโปรแกรม ArcMap สามารถจัดทำชั้นข้อมูลภูมิสารสนเทศและแผนที่พร้อมองค์ประกอบต่างๆ แล้วนำมาใส่ไว้ใน Illustrator เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างการจัดทำโปสเตอร์ที่ใช้ทั้ง 3 โปรแกรมรวมกัน

Airport

การสร้างแถบเครื่องมือไว้ใช้เองใน ArcGIS

การใช้งานโปรแกรม ArcGIS (10.x) หรือส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กันคือ ArcMap มีการใช้งานคำสั่งไม่มาก เช่น วัดระยะทาง (Distance) คำนวณพื้นที่ (Area) สร้างระยะกันชน (Buffer) ตัดข้อมูล (Clip) และแก้ไขข้อมูล (Editor) ซึ่งการจัดวางคำสั่งตาม Default ของโปรแกรม อาจจะทำให้เราใช้งานได้ไม่สะดวก ไม่ถนัด หรือเสียเวลาในการหาเครื่องมือหรือคำสั่งเหล่านี้

การรวมคำสั่งเหล่านี้ให้เก็บไว้ที่ Toolbar ใหม่ ที่เราสามารถสร้างและกำหนดได้เอง จะช่วยให้การทำงานมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีวิธีการดังนี้ คือ

1. เลือก Customize และเลือก Customize Mode…
Customize Mode

2. เลือกแท็บ Toolbars –> กดเลือก New… –> ตั้งชื่อ Toolbar ตามต้องการ ในที่นี้กำหนดให้ชื่อว่า myToolbar

New Toolbar

3. เมื่อตั้งชื่อ Toolbar ของเราเองเสร็จแล้ว จะปรากฎเป็นแถบ Toolbar แสดงขึ้นมา

Toolbar

4. ไปที่แท็บ Commands และเลือกคำสั่งต่างๆ ที่ต้องการใช้งาน โดยทำการลากไปใส่ไว้ใน Toolbar ที่เราสร้างขึ้นมา

Select Tools

5. ไปที่แท็บ Option และนำเอาเครื่องเช็คถูกของ 2 ข้อความล่างออก ซึ่งการเลือกดังกล่าวจะทำให้ Toolbar และคำสั่งที่เราสร้างขึ้นมาถูกเก็บบันทึกไว้ที่ Normal.mxt ดังนั้น ทุกครั้งที่เราเปิดโปรแกรม ArcMap ขึ้นมา ก็จะปรากฎ Toolbar ของเรา แสดงขึ้นมาเสมอ

Uncheck

6. ข้อความยืนยันว่า การเลือกนำเอาเครื่องเช็คถูกของ 2 ข้อความล่างออก จะทำให้ Toolbar ถูกเก็บบันทึกไว้ที่ Normal.mxt หลังจากนั้นกดปุ่ม OK และ Close หน้าต่าง Customize

Save in Normal.mxt

7. ปิดโปรแกรม โดยไม่ต้อง Save (mxd) และเปิดโปรแกรมขึ้นมาใหม่ ก็จะปรากฎ Toolbar และคำสั่งต่างๆ ที่เรากำหนดไว้ทุกครั้งตามต้องการ

Result

 

การสร้าง Key ลัด เพื่อเรียกใช้คำสั่งต่างๆ ใน ArcGIS

เวลาทำงานทางด้าน GIS ที่มีรูปแบบการทำงานแบบซ้ำๆ หรือมีลักษณะของคำสั่งการใช้งานเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยน Feature ในการทำงาน ส่วนหนึ่งสามารถใช้ Iterator เพื่อสร้างชุดคำสั่งที่สามารถทำงานแบบอัตโนมัติได้ แต่งานบางอย่างก็ไม่สามารถให้งานได้ เพราะต้องเลือกตัดสินใจการบันทึกข้อมูลเป็นแต่ละกรณีไป ยกตัวอย่างเช่น การเลือก Merge เส้นทางน้ำ 2 เส้น ให้กลายเป็นเส้นเดียว ที่สร้างมาจากเจ้าหน้าที่ 2 คน (วงกลม A และ B) ซึ่งแบ่งงานกันทำคนละพื้นที่ สุดท้ายก็ต้องนำข้อมูลมารวมกัน

 

2 Features

 

ในทางปฏิบัติเราต้องเลือกทางน้ำทั้ง 2 เส้นนี้ และเลือกใช้คำสั่ง Merge เพื่อที่จะได้เลือกว่าจะเก็บบันทึกตามรายละเอียดข้อมูลจากเส้นทางน้ำไหน ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดมีการคลิกเมาส์ 5 ครั้ง ได้แก่ 1) เลือกทางน้ำ 2 ) เลือก Editor 3) เลือกคำสั่ง Merge 4) เลือกเช็คข้อมูล และ 5) กด ok

 

5 Clicks

 

 ถ้าเราสร้าง Shortcut หรือ Key ลัด ของคำสั่ง Merge ที่มีการกดคลิก 2 ครั้ง ถึงจะใช้คำสั่งได้ ให้กลายเป็นคำสั่งบน Keyboard เช่น กด Ctrl + m จะช่วยทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น 40% ในแต่ละรอบของการ Merge ข้อมูล เพราะจากการคลิกเมาส์ 5 ครั้ง จะเหลือแค่ 3 ครั้ง ยิ่งถ้ามีข้อมูลจำนวนมากก็จะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก

Key ลัด ที่เป็น Default มากับโปรแกรม ArcGIS (ลิงค์เว็บ) มีเตรียมไว้ให้แล้วบางส่วน แต่ก็มีอีกเยอะที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ วิธีการก็คือ (ในกรณีนี้จะเลือกสร้าง Key ลัด ของคำสั่ง Merge)

Create Keys

รูปภาพการเรียกใช้คำสั่ง

  1. เลือก Customize
  2. เลือก Customize Mode …
  3. เลือก Keyboard
  4. เลือก Toolbar (เลือก Editor เพราะคำสั่ง Merge อยู่ในนี้)
  5. เลือกคำสั่ง Merge
  6. กำหนด Key ลัด ในช่อง New Key และ กดปุ่ม Ctrl ที่ Keyboard ค้างไว้และกดปุ่ม m (ในที่นี้กำหนดให้เรียกคำสั่ง Merge โดยการกด Ctrl + m)
  7. กดปุ่ม Assign
  8. กดปุ่ม Close

ที่นี้เราก็สามารถกด Ctrl + m ที่ Keyboard เพื่อเรียกใช้คำสั่ง Merge ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าต้องการสร้าง Key ลัดให้กับคำสั่งอื่นๆ ที่โปรแกรม ArcGIS ไม่ได้เตรียมไว้ให้ก็สามารถทำได้ด้วยวิธีการเดียวกัน

การสร้าง Web Map Application อย่างง่ายโดยใช้ QGIS2WEB

QGIS เป็นหนึ่งในโปรแกรมทางด้านภูมิสารสนเทศที่มีคนนิยมใช้งานเป็นอย่างมากในกลุ่มของโปรแกรมฟรีแบบรหัสเปิด ที่มีการพัฒนาเวอร์ชั่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น 2.14 ซึ่งมีเครื่องมือและ Plugins ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาหลายอย่าง

Plugins ที่มีความน่าสนใจหนึ่งคือ QGIS2WEB ที่สามารถนำข้อมูลภูมิสารสนเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชั้นข้อมูล ถนน ทางน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน จุดสำรวจภาคสนาม หรือข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม มาจัดทำเป็น Web Map Application อย่างง่ายได้ ที่ช่วยแปลงข้อมูลภูมิสารสนเทศในเครื่องของตัวเองให้กลายเป็นโฟลเดอร์หรือไฟล์ที่สามารถใช้ Browser ในการเปิดแสดงเป็นแผนที่ขึ้นมา โดยสามารถนำโฟลเดอร์หรือไฟล์นี้ไปเปิดที่เครื่องไหนก็ได้ ขอแค่มี Browser ซึ่งไม่ต้องต่ออินเตอร์เน็ตก็สามารถเปิดแผนที่ขึ้นมานำเสนอได้

วิธีการจัดทำ Web Map Application ในโปรแกรม QGIS มีดังนี้

1. เปิดโปรแกรม QGIS

2. เปิดชั้นข้อมูลที่ต้องการนำเสนอเป็น Web Map Application และจัดทำสัญลักษณ์ (อย่างง่าย) ตามต้องการ

QGIS

3. เปิดส่วนติดตั้ง Plugins

Plugins

4. ค้นหาและติดตั้ง QGIS2WEB

QGIS2WEB

5. กดใช้งาน QGIS2WEB และกำหนดค่าการนำเสนอแผนที่ เช่น การเลือกแสดงชั้นข้อมูล เปิด Popup แสดงรายละเอียดชั้นข้อมูล กำหนดที่เก็บโฟลเดอร์ Web Map Application กำหนดเครื่องมือต่างๆ และเลือกแผนที่ฐาน เป็นต้น

6. เมื่อกำหนดค่าต่างๆ ได้ตามต้องการแล้วให้กด Export

Export

7. Web Map Application จะแสดงขึ้นมาบน Browser

Web Map Application

8. ย่อ/ขยาย แผนที่ และวัดระยะทาง

Measurement

9. กดเลือก Popup แสดงรายละเอียดข้อมูล

Popup

10. เปิด/ปิด ชั้นข้อมูล

Layers

11. ชุดโฟลเดอร์และไฟล์ทั้งหมดของ Web Map Application จะเก็บไว้ตามโฟลเดอร์ที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งสามารถสำเนาหรืออ้างอิงที่อยู่ข้อมูลเพื่อไปนำเสนอในเครื่องอื่นๆ ได้ตามต้องการ นอกจากนั้นไฟล์ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยใช้ความรู้ทางด้านการเขียนโปรแกรม ซึ่งจะทำให้ Web Map Application มีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้น

Folder and File