Google Map แสดงแผนที่ร้านค้าในห้างสรรพสินค้า

นานๆ จะมีโอกาสได้นัดเจอเพื่อนที่มาจากต่างจังหวัด มากันหลายคนขับรถมากันเอง มาเที่ยว มาหาซื้อของในช่วงเทศกาลวันหยุดหลายวัน จึงต้องหาสถานที่นัดเจอและนัดหมายเวลา ง่ายๆ ก็ตามประสาวัยรุ่น ร้านกาแฟก็แล้วกัน แต่ที่ไหนดีละ เอาที่สะดวกสุดกับการเดินทางมาจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ ก็ถนนวิภาวดี สรุปก็คือเป็น เซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งก็ไม่ได้ไปนานแล้วไม่รู้มีร้านกาแฟอะไรบ้างอยู่ที่ไหน เพราะในเซ็นทรัล ร้านกาแฟคงเยอะแยะไปหมด พอนึกขึ้นมาได้สมัยก่อนค่อยอยู่แถวนั้น ร้าน Mezzo ก็แล้วกัน กาแฟอร่อยดี ลองเข้าไปค้นหาใน Google Map ปรากฎว่าเจอและมีอยู่ในเซ็นทรัลลาดพร้าวด้วย

ไม่รอช้า ลองคลิกเข้าไปดูใกล้ๆ ว่ามีรายละเอียดอะไรบอกเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น ตำแหน่งร้าน รูปภาพร้าน ชั้นที่อยู่ เวลาเปิด-ปิดร้าน เป็นต้น พอคลิกเข้าไปดูก็ได้ทราบรายละเอียดต่างๆ ตามที่ต้องการที่ปรากฎทางด้านซ้ายมือ แต่ทางด้านขวามือสังเกตว่ามีลำดับชั้นของเซ็นทรัลบอกไว้ด้วยว่าอยู่ชั้นที่ 2 ดีจริงๆ นอกจากจะรู้ว่าร้านอยู่ในเซ็นทรัลแล้ว ยังรู้ด้วยว่าอยู่ที่ชั้น 2

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มเติม จึงขยายแผนที่เข้าไปดูรายละเอียดใกล้ๆ กว่านี้ ซึ่งน่าจะเห็นแผนผังของภายในของเซ็นทรัลและของร้านกาแฟด้วย ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ได้เห็นแผนผังและรายชื่อร้านอื่นๆ อีกมากมายแสดงขึ้นมา

แผนผัง ชั้น 2

ถ้าต้องการอยากทราบร้านค้าอื่นๆ ที่มีอยู่ในแต่ละชั้นของเซ็นทรัล ก็สามารถกดตัวเลขชั้นทางด้านขวามือ เพื่อแสดงขึ้นมาได้ สะดวกสบายจริงๆ ถือว่าเป็นพัฒนาการของการทำแผนที่ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง จากที่สมัยก่อนไม่เคยมีแบบนี้

แผนผัง ชั้น G

แผนผัง ชั้น 1

แผนผัง ชั้น 3

แผนผัง ชั้น 4

หลังจากได้เห็นแผนผังร้านค้าในเซ็นทรัลแล้ว ลองเข้าไปดูในห้างสรรพสินค้าอื่นๆ อีกบ้างว่าจะมีเหมือนกันหรือเปล่า เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในการค้นหาและนัดหมายเพื่อนๆ ในครั้งต่อไป

เดอะ มอลล์ งามวงศ์วาน มี 8 ชั้น ตั้งแต่ ชั้น G – ชั้น 7

แฟชั่นไอซ์แลนด์ มี 4 ชั้น ตั้งแต่ ชั้น G – ชั้น 3 และ เดอะ พรอมานาด มี 2 ชั้น คือ ชั้น 1 และ ชั้น 2

แต่ก็ไม่ได้มีรายละเอียดของแผนผังร้านค้าทุกห้างสรรพสินค้าครับ อย่างเช่น โลตัส ไอทีสแควร์ หรือ ซีคอนสแควร์ ก็ยังไม่มีแสดงได้ครบทุกชั้น

กลับเข้ามาเรื่องเพื่อนเหมือนเดิมตามที่ได้เล่าไว้ สุดท้ายก็ได้นัดเจอกันที่ร้านกาแฟ Mezzo สมดั่งใจ พูดคุยสนุกสนาน เฮฮา เล่าเรื่องอดีต เล่าเรื่องความทรงจำเก่าๆ ที่ได้เคยทำกิจกรรมด้วยกันมา แถมได้ความรู้ใหม่ๆ จากการค้นหาข้อมูลในครั้งนี้ด้วย

Advertisements

Construct Points ใน ArcMap

Construct Points
เป็นการสร้างจุดบนเส้นที่มีการเลือกไว้ ที่สามารถกำหนดให้จุดมีระยะห่างเท่ากัน หรือกำหนดจำนวนของจุดได้

ข้อมูลที่ต้องมี 2 อย่าง ก่อนที่จะใช้คำสั่งนี้ ได้แก่ ข้อมูลเส้น (Shapefile) ที่มีข้อมูลอยู่แล้ว และ การสร้างข้อมูลจุดใหม่ (Shapefile) ที่ยังไม่มีข้อมูลอะไร โดยวิธีการใช้คำสั่งนี้ มีดังนี้

1. เปิดข้อมูลเส้นที่ต้องการสร้างจุดบนเส้นตามระยะห่างที่เท่ากัน หรือกำหนดจำนวนของจุดในช่วงของเส้นที่เลือก

Line

2. สร้างข้อมูลจุดใหม่ โดยเลือกไปที่ New –> Shapefile –> ตั้งชื่อจุดและกำหนดประเภทของข้อมูลเป็นแบบ Point (ในที่นี้ชื่อ new_point) พร้อมกำหนดระบบพิกัดของข้อมูลให้เหมือนกับระบบพิกัดของข้อมูลเส้นในข้อ 1

Create New Point

3. เลือก Start Editing และเลือกชื่อข้อมูลจุดที่ได้ทำการสร้างขึ้นมาในข้อ 2 ในที่นี้เลือกที่ new_point

Start Editing

4. ใช้เครื่องมือ Select เลือกเส้นที่ต้องการให้สร้างจุด ในที่นี้เลือกเส้นสีแดง และเรียกใช้คำสั่ง Construct Points ที่ Editor

Select Line

5. เมื่อเรียกใช้คำสั่งนี้ในเบื้องต้น จะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมาพร้อมกับลูกศรแสดงทิศทางบนเส้นที่เลือกไว้ ซึ่งจะบอกถึงจุดเริ่มต้น และจุดปลายของเส้นนั้นๆ นอกจากนั้นในการกำหนดเลือกของหน้าต่่างที่แสดงขึ้นมา จะมีให้เลือกกำหนดการสร้างจุด 2 อย่าง ได้แก่ การสร้างจุดตามจำนวนที่กำหนดบนเส้นที่เลือกไว้ (Number of Points) และการสร้างจุดตามระยะห่างที่กำหนดบนเส้นที่เลือกไว้ (Distance) ในที่นี้เลือกเป็นแบบ Number of Points ก่อน โดยกำหนดจำนวนจุดไว้ 20 จุด

Number of Points

6. ผลลัพธ์ที่ได้จากการสร้างจุดตามจำนวนที่กำหนดไว้คือ 20 จุด บนเส้นสีแดง จะไปแสดงอยู่บนชั้นข้อมูล new_point ในกรณีที่ไม่ต้องการสร้างจุดต่อแล้วก็สามารถสั่ง Save และ Stop Editing ได้เลย ซึ่งก็จะได้ข้อมูลจุดเหล่านั้นไปใช้งานต่อไป

Result 1

7. หากต้องการสร้างจุดต่อสามารถทำได้ทั้งในข้อมูลเดิม คือ new_point และข้อมูลจุดใหม่ตามข้อ 2 ซึ่งจะได้เป็นอีกชั้นข้อมูลหนึ่งก็ได้เช่นกัน ในที่นี้จะสร้างจุดต่อใน new_point โดยใช้เครื่องมือ Select เลือกเส้นสีส้ม และเลือกคำสั่ง Construct Points จากนั้นจะกำหนดระยะห่างทุกๆ 100 เมตร (หน่วยของระบบพิกัดแบบ UTM) ให้มีการสร้างจุดขึ้นบนเส้นนี้ โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นของเส้น

Distance

8. ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นจำนวนจุด 28 จุดบนเส้นสีส้มที่มีระยะห่างกันคือ 100 เมตร และจำนวนจุดเหล่านี้ยังเข้าไปรวมกับจำนวนจุดที่ได้ก่อนแล้วนี้อีก ทำให้มีจำนวนจุดรวม 48 จุด ซึ่งอยู่บนเส้นสีแดง 20 จุด และเส้นสีส้ม 28 จุด

Result 2

9. เมื่อได้จุดตามต้องการแล้ว ให้ทำการ Save และ Stop Editing ซึ่งก็จะได้ข้อมูลจุดเหล่านั้นไปใช้งานต่อไป

Split Line At Vertices ใน ArcMap

Split Line At Vertices
เป็นการตัดหรือแบ่งเส้นให้ได้เป็นเส้นหลายๆ เส้น ตามตำแหน่งของ Vertex

Vertex เป็นจุดที่อยู่ภายในเส้น ซึ่งนำมาใช้ประกอบกันเป็นเส้น ถ้า Vertex มีจำนวนมากๆ จะเรียกว่าเป็น Vertices

ยกตัวอย่างข้อมูลเส้นซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 5 เส้น ถูกสร้างมาจาก Vertices จำนวนมากที่นำมาต่อและเชื่อมโยงกัน

Line

เมื่อทำการเลือกข้อมูลเส้นให้แสดงจำนวน Vertices ทั้งหมด จะพบว่าประกอบไปด้วย Vertices จำนวน 974 จุด (จุดสีเขียว)

Vertices

เมื่อขยายข้อมูล จะเห็น Vertices ที่ชัดเจนมากขึ้น จริงๆ Vertices นี้ก็คือการที่เราคลิกๆ ๆ ๆ ตอนที่นำเข้าหรือที่เรียกกันว่า การดิจิไทซ์ข้อมูล (Digitizing) และเมื่อทำการใช้คำสั่ง Split Line At Vertices จะได้เส้นจำนวนมากระหว่างจุด Vertices นี้ นั่นคือ ระยะระหว่าง Vertex 2 จุด จะได้เส้นใหม่ 1 เส้น

Zoom

เลือกใช้คำสั่ง Split Line At Vertices จาก Search หรือ ArcToolbox โดยกำหนดข้อมูล ดังนี้

 

Input Features :               ชื่อของชั้นข้อมูลเส้นที่ต้องการตัดให้เป็นเส้นย่อยจาก Vertices

Output Feature Class :   กำหนดที่อยู่และชื่อของข้อมูลเส้นใหม่ที่จะได้หลังจากการประมวลผล

 

Split Line At Vertices

ผลลัพธ์ที่ได้จะพบว่า ได้เส้นใหม่ทั้งหมดจำนวน 969 เส้น (ตามการกำหนดแถบสีต่างๆ) ถ้าข้อมูลเส้นหลักถูกสร้างจาก Vertices จำนวนมาก เมื่อใช้คำสั่งนี้ก็จะได้เส้นย่อยจำนวนมาก แต่ถ้าข้อมูลเส้นหลักถูกสร้างจาก Vertices จำนวนน้อย เมื่อใช้คำสั่งนี้ก็จะได้เส้นย่อยจำนวนน้อยเช่นกัน

Result

เมื่อเลือกแสดง Vertices ขึ้นมา จะทำให้เห็นผลลัพธ์ของเส้นย่อยที่ได้จากการประมวลผลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

Overlay

Split Line at Point ใน ArcMap

Split Line at Point
เป็นการใช้ข้อมูลจุดมาทำการตัดหรือแบ่งข้อมูลเส้นให้ได้เป็นเส้นหลายๆ เส้น ตามตำแหน่งของจุดนั้นๆ ซึ่งข้อมูลที่จะใช้ในคำสั่งนี้ จะประกอบไปด้วย 2 ข้อมูล หรือ Shapefile ได้แก่ ข้อมูลเส้น และข้อมูลจุด

ยกตัวอย่างเช่น มีข้อมูลเส้น จำนวน 5 เส้น ตามหลายเลข 1 – 5 ซึ่งเส้นหมายเลข 1 – 4 จะเป็นเส้นสั้นและเป็นสาขาของเส้นหมายเลข 5 ที่เป็นเส้นหลักที่มีความยาวมากกว่า

Line

อีกหนึ่งข้อมูลที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ร่วมกัน คือ ข้อมูลจุด ในที่นี้มีทั้งหมด 7 จุด

Point

เมื่อทำการซ้อนทับข้อมูลจุดและเส้นเข้าด้วยกันจะพบว่า จุดทั้งหมด 7 จุด วางซ้อนทับอยู่บนเส้นหมายเลข 5 (สีเขียว) เพียงเส้นเดียว ซึ่งถ้าคาดเดาจากข้อมูลทั้งสองนี้ เมื่อมีการใช้คำสั่ง Split Line at Point แล้วเส้นหมายเลข 5 จำนวน 1 เส้น จะถูกแบ่งด้วยจุดทั้งหมด ออกเป็นจำนวน 8 เส้น และถ้านำไปรวมกับ 4 เส้น ที่มีอยู่เดิม (หมายเลข 1 – 4) ก็จะได้เส้นทั้งหมด จำนวน 12 เส้น

Point on Line

เลือกคำสั่ง Split Line at Point จากการ Search หรือที่ ArcToolbox ก็ได้ และกำหนดข้อมูล ดังนี้

 

Input Features :               ชื่อของชั้นข้อมูลเส้นที่ต้องการตัดให้เป็นเส้นย่อยจากข้อมูลจุด

Point Features :               ชื่อของชั้นข้อมูลจุดที่ต้องการนำมาตัดชั้นข้อมูลเส้น

Output Feature Class :   กำหนดที่อยู่และชื่อของข้อมูลเส้นใหม่ที่จะได้หลังจากการประมวลผล

 

Split Line at Point

ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้ ก็จะเป็นเส้นหมายเลข 5 ที่ถูกแบ่งด้วยจุด 7 จุด ให้ได้เป็นเส้นจำนวน 8 เส้น นั้นคือเส้นหมายเลข 5 – 12 (เส้นสีแดงสลับสีดำ) และเมื่อนับจำนวนเส้นทั้งหมด ก็จะได้จำนวน 12 เส้น ที่ตรงตามการคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้

Result

Feature To Point ใน ArcMap

Feature To Point

เป็นการสุ่มสร้างจุดที่ใช้เป็นตัวแทนของกลุ่มหรือข้อมูลเส้น (สามารถใช้ได้กับข้อมูลจุด และ พื้นที่รูปปิด ได้ด้วย) โดยสามารถเลือกกำหนดให้จุดที่สร้างขึ้น อยู่หรือไม่อยู่บนเส้น ได้

Input Features :               ชื่อของชั้นข้อมูลเส้นที่ต้องการสร้างให้เป็นข้อมูลจุด

Output Feature Class :   กำหนดที่อยู่และชื่อของข้อมูลจุดที่จะได้หลังจากการประมวลผล

Inside (optional) :           เลือกเช็คเครื่องหมายถูกข้อมูลจุดที่ได้จะอยู่บนเส้นเท่านั้น

                                            ไม่เลือกเช็คเครื่องหมายถูกข้อมูลจุดที่ได้จะอยู่และไม่อยู่บนเส้นก็ได้

Feature to Point

การใช้คำสั่งนี้ในกรณีของข้อมูลเส้นที่เป็นแบบ Single Line (1 Feature = 1 Record) จะได้จุดที่เป็นตำแหน่งกลางของเส้นที่ใช้เป็นตัวแทนของเส้นนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นในรูปภาพข้างล่าง มีจำนวนเส้นทั้งหมด 20 เส้น

20 Single Lines

เมื่อเรียกใช้คำสั่ง โดยเลือกการสร้างจุดให้อยู่บนเส้น (เลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional)) ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นจำนวนจุด 20 จุด เท่ากับจำนวนเส้นและจุดเหล่านี้จะเป็นจุดที่มีตำแหน่งอยู่ตรงกลางและอยู่บนเส้นนั้นๆ

Inside Check

แต่ในกรณีเดียวกันกับข้างบน แต่ไม่เลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional) ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นจำนวนจุด 20 จุด เท่ากับจำนวนเส้นเหมือนกัน แต่จุดเหล่านั้นจะมีทั้งที่อยู่บนเส้นและไม่อยู่บนเส้น เนื่องจากโปรแกรมจะนำรูปร่าง ระยะห่าง และพื้นที่ภายในแนวเขตของเส้น มากำหนดค่าน้ำหนักและคำนวณออกมาเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมของตำแหน่งจุดบนเส้นนั้นๆ

Inside Uncheck

ถ้าข้อมูลเส้นที่นำเข้ามีการแบ่งออกเป็นหลายช่วง แต่ยังคงเป็นแบบ Single Line (1 Feature = 1 Record) ดังในรูปภาพข้างล่าง ที่มีจำนวนเส้นทั้งหมด 49 เส้น

49 Single Lines

เมื่อเรียกใช้คำสั่ง โดยเลือกและไม่เลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional) จะได้ผลลัพธ์ที่มีจำนวนจุด 49 จุดเท่ากับจำนวนเส้นเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าจะมีความแตกต่างกันที่ตำแหน่งจุดที่อยู่บนเส้นอย่างเดียว (จุดสีชมพู) และมีทั้งอยู่และไม่อยู่บนเส้น (จุดสีเขียว)

Inside Check Inside Uncheck

ส่วนข้อมูลเส้นที่เป็นแบบกลุ่มเส้น หรือ Multi Lines (หลาย Features = 1 Record) ดังในรูปภาพข้างล่าง ที่มีจำนวนกลุ่มเส้นทั้งหมด 6 กลุ่ม (6 Record)

6 Multi Lines

เมื่อเรียกใช้คำสั่งเสร็จแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ จะมีจำนวนจุดเท่ากับจำนวนกลุ่มเส้นหรือจำนวน Record ซึ่งจุดที่ได้จะเป็นตัวแทนของกลุ่มเส้นนั้นๆ ที่สามารถเลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional) โดยจะให้จุดที่ได้แสดงอยู่บนเส้นอย่างเดียว (จุดสีชมพู) หรือ ไม่เลือกเช็คเครื่องหมายถูกที่ช่อง Inside (optional) ซึ่งจะให้จุดอยู่บนเส้นและไม่อยู่บนเส้น (จุดสีเขียว) ได้เหมือนกัน

Inside Check Inside Uncheck

การใช้คำสั่งนี้ ให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องจำเป็นจะต้องจัดเตรียมข้อมูลเส้นที่ใช้เป็นข้อมูลนำเข้าให้มีความพร้อมและให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด เช่น การจัดทำข้อมูลเส้นให้เป็นเส้นยาวระหว่างจุดตัดต่างๆ การจัดทำข้อมูลเส้นให้เป็นช่วงเส้นสั้นๆ หรือ จัดทำข้อมูลเส้นให้เป็นกลุ่มเส้น เป็นต้น ซึ่งข้อมูลนำเข้าที่แตกต่างกันก็จะได้ผลลัพธ์ที่มีความแตกต่างกัน

Feature Vertices To Points ใน ArcMap

Feature Vertices To Points

เป็นการแปลงข้อมูลเส้นให้กลายเป็นจุด โดยใช้ตำแหน่งของ Vertex (จุดภายในเส้น) ที่เป็นส่วนประกอบของข้อมูลเส้นมากำหนดให้เป็นจุด จากภาพด้านล่างจะเห็นว่ามีเส้นหนึ่งเส้นที่ต้องการจะนำมาแปลงให้กลายเป็นจุด ซึ่งภายในเส้นจะประกอบไปด้วย Vertex จำนวนมากที่ถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ถ้าคิดง่ายๆ จุด Vertex เหล่านี้ก็เป็นจุดที่เกิดมาจากการที่เราทำการ Digitize ข้อมูลเส้น ไว้ว่าจะเป็น ถนน ทางรถไฟ ทางน้ำ ที่เป็นตำแหน่งของการคลิกเมาส์นั่นเอง ซึ่งจำนวน Vertex บนส่วนโค้งของเส้นก็จะมีความถี่มาก  (ใกล้ชิดกัน คลิกเมาส์ต่อเนื่องกัน) ส่วนจำนวน Vertex บนเส้นตรงก็จะมีความถี่น้อย (ระยะห่างมาก คลิกเมาส์ไม่ต่อเนื่องกัน)

Line

เลือกใช้คำสั่ง Feature Vertices To Points ในการแปลงข้อมูลเส้นให้กลายเป็นจุด โดยกำหนด

Input Features :              ชื่อของชั้นข้อมูลเส้นที่ต้องการแปลงให้เป็นข้อมูลจุด

Output Feature Class :   กำหนดที่อยู่และชื่อของข้อมูลจุดที่จะได้หลังจากการประมวลผล

Point Type (optional) :   การเลือกชนิดของจุดที่ต้องการ ซึ่งจะมีให้เลือกหลายอย่าง ในที่นี้เลือกทั้งหมด

Feature Vertices To Points

ในส่วนของ Point Type (optional) ที่มีการกำหนดชนิดของจุดที่ต้องการ

Concept

ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล จะได้จำนวนจุดต่างๆ ตาม Point Type ที่ได้กำหนดไว้ และตาราง Attribute ของจุดที่ได้จะเหมือนกับของเส้นทุกอย่าง เพียงแต่ว่าจะมีจำนวนมากกว่า เช่น เส้นหนึ่งเส้น มี 2 ฟิลด์ (Rd_Name และ Rd_Type) จำนวน 1 Record (ตาราง Attribute ของเส้นสีเขียวด้านบน) หลังจากที่แปลงเป็นจุดแล้ว ในตาราง Attribute ของจุด ก็จะมี 2 ฟิลด์ (Rd_Name และ Rd_Type) เหมือนกันกับเส้นแต่มีจำนวน Record มากกว่า ซึ่งจำนวน Record จะเท่ากับจำนวนจุดที่ได้

Points

Point to Line ใน ArcMap

Feature พื้นฐานในงานทางด้าน GIS ประกอบไป จุด (Point) เส้น (Line) และพื้นที่รูปปิด (Polygon) การมี Feature อย่างใดอย่างหนึ่งสามารถนำมาสร้างเป็นอีกสองอย่างได้ จึงอยากจะมาแนะนำคำสั่งที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงค่า Point และ Line ที่มีการใช้งานอยู่เป็นประจำ โดยให้เห็นภาพการใช้งานและการทำงานที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงานของแต่ละคำสั่ง ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาและประยุกต์ต่อยอดในการวิเคราะห์ขั้นสูงต่อไปได้

ความตั้งใจจริงอยากจะนำเสนอเนื้อหาทั้งหมด 6 คำสั่ง ในเนื้อหานี้เลย แต่พอนั่งเขียนไปรู้สึกว่าเนื้อหาน่าจะเยอะ จึงจะแบ่งเขียนเป็นทีละคำสั่งไป โดยเรียงลำดับตามรายการด้านล่่างนี้ครับ

คำสั่งที่จะมาแนะนำ มีทั้งหมด 6 คำสั่ง ได้แก่

  1. Points to Line
    เป็นการแปลงข้อมูลจุดที่มีการเก็บบันทึกไว้ให้กลายเป็นข้อมูลเส้นที่มีความต่อเนื่องและสามารถกำหนดให้เป็นชื่อเส้นเดียวกัน โดยเรียงลำดับของการลากเส้นตามลำดับของจุดที่มีการกำหนดค่าไว้
  2. Feature Vertices To Points
    เป็นการแปลงข้อมูลเส้นให้กลายเป็นจุด โดยใช้ตำแหน่งของ Vertex ที่เป็นส่วนประกอบของข้อมูลเส้นมากำหนดให้เป็นจุด
  3. Feature To Point
    เป็นการสุ่มสร้างจุดที่ใช้เป็นตัวแทนของกลุ่มหรือข้อมูลเส้น โดยสามารถเลือกกำหนดให้จุดที่สร้างขึ้น อยู่หรือไม่อยู่บนเส้นได้
  4. Split Line at Point
    เป็นการใช้ข้อมูลจุดมาทำการตัดหรือแบ่งข้อมูลเส้นให้ได้เป็นเส้นหลายๆ เส้น ตามตำแหน่งของจุดนั้นๆ
  5. Split Line At Vertices
    เป็นการตัดหรือแบ่งเส้นให้ได้เป็นเส้นหลายๆ เส้น ตามตำแหน่งของ Vertex
  6. Construct Points
    เป็นการสร้างจุดบนเส้นที่มีการเลือกไว้ ที่สามารถกำหนดให้จุดมีระยะห่างเท่ากัน หรือกำหนดจำนวนของจุดได้

—————————————————————————–

Points to Line

เป็นการแปลงข้อมูลจุดที่มีการเก็บบันทึกไว้ให้กลายเป็นข้อมูลเส้นที่มีความต่อเนื่องและสามารถกำหนดให้เป็นชื่อเส้นเดียวกัน โดยเรียงลำดับของการลากเส้นตามลำดับของจุดที่มีการกำหนดค่าไว้

จากภาพด้านล่างจะเห็นว่ามีจุดทั้งหมดที่เก็บไว้จำนวน 24 จุด ซึ่งแต่ละจุดจะมี Attribute 2 อย่าง คือ Name และ Id

Point

โดยฟิลด์ Name จะเก็บเป็นชื่อของจุดที่ต้องการให้โปรแกรมลากให้เป็นเส้นเดียวกัน ในที่นี้ยกตัวอย่างกำหนดเป็นชื่อ ถนน 1, ถนน 2, และ ถนน 3 ในขณะที่ฟิลด์ Id จะเก็บลำดับของการลากเส้นที่ผ่านแต่ละจุดตามฟิลด์ Name เช่น

การลากเส้นของ ถนน 1 จะเรียงลำดับจากจุดที่ 1 2 3 4 5 6 7 และ 8

การลากเส้นของ ถนน 2 จะเรียงลำดับจากจุดที่ 9 10 11 12 13 14 15 16 17 และ 18

การลากเส้นของ ถนน 3 จะเรียงลำดับจากจุดที่ 19 20 21 22 23 และ 24

(จุดที่ 3 และ 9 กับ จุดที่ 7 และ 22 จะเป็นจุดที่มีตำแหน่งเดียวกัน เนื่องจากเป็นจุดเริ่มและจุดตัดของการลากถนนเส้นใหม่)

Point Label

เลือกใช้คำสั่ง Points to Line โดยกำหนด

Input Features :               ชื่อของชั้นข้อมูลจุดที่ต้องการเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลเส้น

Output Feature Class :   กำหนดที่อยู่และชื่อของข้อมูลเส้นที่จะได้หลังจากการประมวลผล

Line Field (optional) :    เลือกฟิลด์ที่เก็บชื่อจุดที่ต้องการให้กลายเป็นชื่อเส้นเดียวกันในที่นี้เลือกฟิลด์ Name

Sort Field (optional) :     เลือกฟิลด์ที่จะให้โปรแกรมลากเส้นตามลำดับจุดในแต่ละชื่อในที่นี้เลือกฟิลด์ Id

Point to Line

ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล จะได้เส้นถนน จำนวน 3 เส้น ตามชื่อในฟิลด์ Name และมีลำดับการลากเส้นตามฟิลด์ Id ของจุด ข้อสังเกตของการสร้างจุดเป็นเส้น ก็คือ เส้นหนึ่งเส้นจะต้องสร้างมาจากจุดที่มีชื่อเหมือนกัน ซึ่งจุดเหล่านั้นจะต้องมีการกำหนดตัวเลขของการเรียงลำดับของการลากเส้นไว้ด้วย จุดแบ่งและจุดตัดของเส้นใหม่จะต้องมีจุดเริ่มใหม่จากตำแหน่งของจุดเดิมบนเส้นเดิม เพื่อที่จะทำให้ข้อมูลเส้นมีความต่อเนื่องและมีความถูกต้องมากที่สุด

Result